'บึงสีไฟ'วิกฤติถูกรุกที่กว่า4พันไร่

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2543


'บึงสีไฟ'วิกฤติถูกรุกที่กว่า 4 พันไร่

  • กรมชลฯดึงไจก้าร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศ
  • พิจิตร - "บึงสีไฟ" กำลังเผชิญปัญหาระบบนิเวศวิทยาไม่สมดุล ทั้งยังถูกชาวบ้านบุกรุกพื้นที่เพื่อเข้าไปทำประโยชน์กว่า 4,000 ไร่ กรมชลประทาน จับมือ "ไจก้า" เตรียมพัฒนาบึงและหนองน้ำสาธารณะในจังหวัดพิจิตร เป็นโครงการนำร่อง

    รายงานข่าวจากจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า "บึงสีไฟ" ซึ่งเป็นหนองน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากกว้านพะเยา และบึงบรเพ็ด ซึ่งในอดีตเคยมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลานานาชนิด นกนานาพันธุ์ มีความสมดุลทางระบบนิเวศวิทยา ทรัพยากรต่างๆ รวมถึงมีการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ชาวพิจิตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากอิทธิพลการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา และทำให้สภาพของบึงสีไฟเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดยในปัจจุบันบึงสีไฟ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 11,000 ไร่ กำลังถูกบุกรุกจากราษฎร์ เข้าไปครอบครองพื้นที่เพื่อทำประโยชน์กว่า 4,000 ไร่ จนทำให้พื้นที่เหลือเพียง 5,600 ไร่เท่านั้น อีกทั้งยังเกิดภาวะการตื้นเขินแผ่ครอบคลุมขอบตลิ่งของบึงโดยรอบ ส่งผลต่อระบบนิเวศโดยตรง โดยเฉพาะความสมบูรณ์ และแหล่งอาหารของปลาน้ำจืดบางชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์ไป ซึ่งปัญหาดังกล่าว ทางองค์กรจากประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้เตรียมที่จะพัฒนาบึงสีไฟและหนองน้ำจืดในจังหวัดพิจิตร เพื่อให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืดธรรมชาติ และเพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ

    นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ได้พยายามที่จะพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ให้บึงสีไฟมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 แต่ก็มีข้อจำกัดหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ การพัฒนาอย่างเหมาะสม ในเป็นไปตามการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเรื่องนี้ทาง ไจก้าและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมศึกษาหาแนวทางและรูปแบบการพัฒนา โดยจะทำโครงการนำร่องที่บึงสีไฟ และหนองน้ำจืดสาธารณะอื่นๆในจ.พิจิตร

    ดร.ศิริพงษ์ หงษ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้พยายามหาแนวทางและวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการพัฒนาแหล่งน้ำในช่วงที่ขาดแคลน และบรรเทาอุทกภัยในช่วงที่มีน้ำมาก ซึ่งหากมีการเพิ่มศักยภาพเพื่อฟื้นฟูสภาพบึง หนองน้ำสาธารณะให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดผลดีต่อภาพรวม

    "ทางกรมชลประทาน ได้ให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญของไจก้า เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาบึง และหนองน้ำสาธารณะที่เหมาะสม ให้กลับคืนสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ มีทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์"


    Krungthep Turakij Newspaper