วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2543


วิพากษ์พรรคการเมืองสีเขียว ชาวไทยพร้อมรับเพียงใด

นริศสา สุขสนั่น

แนวคิดที่จะให้มีการตั้งพรรคการเมืองของประชาชน เพื่อเป็นหนทางการต่อสู้ในระบบการเมืองนั้น ยังดูเหมือนเป็นเพียงแนวคิดที่ถกเถียงกันมานาน และยากจะหาข้อสรุปได้

บ้างให้เหตุผลว่าควรมีเพื่อเป็นตัวแทนประชาชนอย่างชัดเจน เช่น "พรรคการเมืองสีเขียว" หรือ กรีน พาร์ตี้ ในประเทศเยอรมนี ที่ประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ฟันธงลงมาว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถจัดตั้งพรรคการเมือง ในรูปแบบของกรีน พาร์ตี้ ได้ เนื่องจากความไม่พร้อมเป็นอุปสรรคแม้ว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ก็ตาม

เวทีล่าสุดที่มีการถกในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ในโอกาสการเปิดตัวสำนักงานของมูลนิธิ ไฮน์ริค เบิลล์ (Heirich Boll Stiftung - HBS) ประจำประเทศไทย และภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

HBS เป็น 1 ใน 6 มูลนิธิที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองในรัฐสภาของประเทศเยอรมนี ผ่านโควตาพรรคการเมือง เพื่อทำกิจกรรมพัฒนาต่างๆ ตามปรัชญาการเมืองของพรรค โดยมีสถานภาพเป็นองค์กรอิสระทำงานภายใต้แนวคิด "โครงการสีเขียว" ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบการทำงานของพรรคกรีน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลว่า ดำเนินการไปเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่ และนำเสนอข้อคิดเห็นต่อพรรคกรีนต่อไป

เวทีของ HBS ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28-29 ก.พ.ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมทั้งไทยและเทศ นักวิชาการ นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่สนใจกว่า 300 คน

การสัมมนา 2 วันเต็มๆ นั้น HBS เปิดประเด็นไว้ด้วยหัวข้อที่น่าสนใจ โดยเมื่อฉายภาพการเมืองสีเขียวในเยอรมนีไปพอสมควรแล้ว จุดเด่นของเวทีก็มุ่งไปที่ประเด็น ประชาธิปไตยภาคประชาชน จำต้องมีพรรคการเมืองหรือไม่ ? ซึ่งยังมีการขยายผลไปถึงการถกในกลุ่มย่อยอีกด้วย

เดช พุ่มคะชา ประธานคณะกรรมการ ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การเมืองภาคประชาชนของประเทศไทย มีความเป็นไปได้ไม่แพ้เยอรมนี เพราะมีพัฒนาการบางอย่างที่คล้ายกัน เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ต่อมาประชาชนเกิดปฏิบัติการรัฐธรรมนูญทางจิตสำนึกมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และยังมีงานวิจัยที่พบว่าประชาชนรวมกลุ่มเพื่อแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องมากขึ้น โดยมีการชุมนุมไม่ต่ำกว่า 500 ครั้ง

นอกจากนี้ยังเกิดพันธมิตรแห่งความหวัง คือการรวมตัวของเอ็นจีโอ ผู้ได้รับผลกระทบต่างๆ และประชาชนทั่วไป โยงเข้ากับปรัชญาตะวันออก ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การก่อเกิดสมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองภาคประชาชนนั้น มีความเป็นไปได้

ขณะที่ ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ที่ปรึกษาองค์กรพัฒนาเอกชน ฟันธงว่า ยังไม่มีความพร้อมที่จะตั้งพรรคการเมืองลักษณะนี้ในประเทศไทย หรืออาจจะมีแต่ไม่ใช่ตอนนี้ โดยจะต้องใช้เวลาอีกนาน ไม่น้อยกว่า 10-20 ปี และอีก 5-10 ปี จึงค่อยมาคุยเรื่องนี้กันใหม่จึงอาจจะได้คำตอบ

"โดยเฉพาะพรรคการเมืองสีเขียว หากพูดกันตรงๆ ก็ต้องบอกว่า เรายังไม่เป็นผู้ใหญ่ หรือเติบโตพอ ยังมีลักษณะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มาปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง โดยยังไม่มีอุดมการณ์แบบสีเขียว"

ที่สำคัญคือช่องว่างทางความคิดด้านการเมืองสีเขียว ยังมีความแตกต่างกันมาก ระหว่างกลุ่มปัญญาชนและชาวบ้าน หากตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา คนที่จะเข้าไปเป็นผู้นำก็คือกลุ่มปัญญาชน และผู้มีฐานะ ซึ่งหากจะให้ลงมาร่วมกับชาวบ้านคงยังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมือง แต่ยังไม่หวังผลด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพราะจะต้องผ่านแทคติคทางการเมือง การเจรจาต่อรอง ซึ่งในที่สุดแล้วก็จะไม่มีการพูดถึงหลักการใหญ่ของสีเขียวที่ตั้งไว้

ส่วน พิภพ ธงไชย ประธานคณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน มองว่า ในวันนี้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น และรู้แล้วว่ากว่าที่จะได้มาซึ่งการแก้ไขปัญหา ต้องเกิดจากการต่อสู้หลายรูปแบบ และพรรคการเมือง ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เสนอเข้ามา

"อีก 4-5 ปี อาจจะเกิดในรูปแบบพรรคการเมือง แต่จะใช้แนวทางไหนนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการถกเถียงกัน และจะมีส่วนร่วมกับคนชั้นกลางได้แค่ไหน" เพราะเขาเห็นว่า การเรียกร้องในบางเรื่อง ไม่ควรเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของคนจนเท่านั้น แต่คนชั้นกลางควรจะมีส่วนร่วมหรือได้รับประโยชน์ด้วย เช่น การปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระทำที่ทำให้เห็นว่าประเด็นนั้นๆ เป็นปัญหา และประโยชน์ร่วมกันของคนต่างชนชั้น ซึ่งไม่ควรจะมีความขัดแย้งเรื่องวิธีการ เพราะต่างมีเป้าหมายเดียวกัน

นอกจากนี้เขายังเห็นว่า พรรคการเมืองแบบพรรคกรีน หรือพรรคการเมืองที่เกิดจากภาคประชาชนนั้น ไม่ควรเกิดจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ควรจะเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย เช่น นักสิ่งแวดล้อม นักวิชาการคนชั้นกลาง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ ซึ่งเขาคิดว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากทุกปัญหาเดินไปถึงทางตัน

"การต่อสู้ในระบบการเมือง เป็นกติกาที่ค่อนข้างจะยอมรับว่า เป็นแนวทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" ศรีสุวรรณ ควรขจร กล่าว และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาชนว่า "ชนชั้น" เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วย เพราะหากมีความแตกต่างทางผลประโยชน์ ระหว่างกลุ่มคนที่มีฐานะทางสังคมไม่เท่ากัน เช่น คนชั้นกลาง คนจน หรือคนชายขอบ อาจเกิดความไม่ราบรื่นขึ้นได้

ดังนั้น ควรจะมีการมองประเด็นพรรคการเมืองภาคประชาชนให้ลึก และไม่ควรนึกถึงแต่เรื่องแนวทางของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงความหลากหลายในผลประโยชน์ของคนแต่ละกลุ่ม และช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคม

สำหรับ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับปรัชญาการเมืองสีเขียวและพุทธศาสนา ไว้อย่างน่าคิดว่า ศาสนาพุทธมองสิ่งต่างๆ เป็นองค์รวม ไม่แยกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนแนวคิดตะวันตก เช่นมีการเมืองสีเขียว หรือฝ่ายซ้ายต้องเป็นสีแดง ฝ่ายขวาต้องสีน้ำเงิน

แต่สิ่งที่พบนั้นเป็น อิทับปัจจยัตตา คือทุกสิ่งมีความสัมพันธ์ถึงกัน ซึ่งเป็นความคิดที่ท้าทายโลกตะวันตกมาก เพราะตะวันตกมองว่ามนุษย์ยิ่งใหญ่ และสูงกว่าสัตว์ หรือต้นไม้ ขณะที่ปรัชญาพุทธมองว่า มนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับสรรพสัตว์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือธรรมชาติทั้งมวล ซึ่งหากปราศจากซึ่งกันและกัน มนุษย์ก็จะอยู่ไม่ได้

และเมื่อมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก็ไม่ควรที่จะทำลายธรรมชาติ โดยต้องเอาชนะความโลภ โกรธ หลง เข้าถึงความตื่น และหมดความเห็นแก่ตัว จึงจะไม่มีการแย่งชิง หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพราะ "ธรรมะ" ก็คือ "ธรรมชาติ"

"หากพรรคกรีนเข้าใจเรื่องนี้ จะสามารถนำปรัชญาพุทธเข้าไปช่วยได้ แล้วการเป็นสีเขียวนั้น ก็ไม่ควรเป็นแต่เฉพาะภายนอก แต่ต้องเป็นสีเขียวจากภายในด้วย" นอกจากนี้ สันติภาพยังต้องเกิดจากภายในก่อน แล้วโยงไปสู่ธรรมชาติ และเคารพสรรพสัตว์ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น

ยังไม่มีใครสรุปได้ว่า ควรจะมีการตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชน หรือพรรคการเมืองในรูปแบบของ กรีน พาร์ตี้ ในบ้านเราได้หรือไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับความพร้อม และองค์ประกอบหลายอย่าง และเมื่อถึงเวลานั้น คำว่า ควรหรือไม่ควร ที่ถกเถียงกันอยู่ก็ต้องตกไป โดยให้มันเกิดขึ้นและเป็นไปตามครรลอง


Krungthep Turakij Newspaper