วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2543


เปิดช่องโหว่คุมเคมีอันตราย รัฐถือครองข้อมูลที่'แตกต่าง'

รศ.ดร.วราพรรณ ด่านอุตรา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

การจัดการด้านวัตถุอันตรายในประเทศไทย มีแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ (พ.ศ.2540-2544) เป็นแผนหลัก เพื่อให้การพัฒนาความปลอดภัยเป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในแผนแม่บทได้บรรจุกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ 3 แผนงาน ซึ่งมีทั้งงานพัฒนาด้านระบบข้อมูลข่าวสารและการบริหารจัดการ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (พ.ศ.2535) เป็นกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการควบคุม ผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ครอบครอง

การดำเนินงานควบคุมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ.2538 เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย และมาตรฐานป้องกันอุบัติภัยเกี่ยวกับการขนส่ง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

นอกจากนั้นยังมี พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ (พ.ศ.2530) ซึ่งมีการกำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจากกรมการอุตสาหกรรมทหาร ในประกาศกระทรวงกลาโหม (พ.ศ.2541) สำหรับความปลอดภัยจากสารเคมีในการทำงาน จะมีประกาศกระทรวงมหาดไทย ที่ออกตามประกาศคณะปฏิวัติอีก 2 ฉบับ ที่กำหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยสำหรับลูกจ้าง โดยมีกรมแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

ประกาศกระทรวงฉบับต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น จึงมีรายชื่อวัตถุอันตรายที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลต่างกัน ทั้งในเชิงจำนวนและชนิด

นอกจากการดูแลความปลอดภัย ในการใช้วัตถุอันตรายตามกฎหมายแล้ว ยังมีการดำเนินงานในรูปของคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ที่แต่งตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เสนอนโยบายและแนวทางปฏิบัติต่างๆ ในการป้องกันอุบัติภัย เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติใช้

นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการที่สำคัญอีก 2 ชุด คือคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งแต่งตั้งโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ทำหน้าที่ให้ความเห็นแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการควบคุมวัตถุอันตรายและการป้องกัน และคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุ

ซึ่งแต่งตั้งโดยสาธารณสุข เพื่อกำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงานเพื่อป้องกันการเสี่ยงอันตรายจากเคมีวัตถุ และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้และการขนส่งเคมีวัตถุอันตรายทั่วราชอาณาจักร คณะกรรมการแต่ละชุดจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานด้านต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานตามนโยบาย แผนงาน และกิจกรรมที่ตั้งไว้

ดังนั้น ในเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการ ถือว่ามีหน่วยงานรักษากฎหมายตามพระราชบัญญัติ และมีประกาศกระทรวง ซึ่งเป็นรายละเอียดสำหรับการควบคุมดูแล ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย การทำงานมีคณะกรรมการและอนุกรรมการ ซึ่งมีกรอบการทำงานซึ่งดูเสมือนว่า ได้ครอบคลุมประเด็นปัญหาสำคัญๆ ครบถ้วนแล้ว

แต่การประชุมเพื่อปรึกษาหารือ หรือติดตามงาน ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้องใช้เวลา การดำเนินงานระดับปฏิบัติมีรายละเอียด และต้องใช้เวลาที่จะทำความเข้าใจร่วมกัน นอกจากนี้หากไม่มีการแปลความแผนแม่บทให้เป็นแผนปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และดัชนีที่กำหนดสำหรับการติดตามประเมินผลไม่คมชัดพอ ผลในทางปฏิบัติอาจเกิดไม่สมบูรณ์ตามเป้าหมาย

ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า ระบบที่อาศัยการทำงานในรูปของคณะกรรมการ เป็นไปได้แต่เพียงการวางนโยบายและประสานงาน แต่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการทำให้เกิดผล เป็นจุดอ่อนที่ไม่สามารถใช้งานได้ นั่นคือกลไกในการนำนโยบายและแผนลงสู่การปฏิบัติยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

ระบบข้อมูลขาดเกณฑ์มาตรฐาน

ในเบื้องต้นนี้ต้องยอมรับว่า สถานภาพสถิติการรายงานเคมีวัตถุอันตรายที่เป็นอยู่นั้น เป็นไปเพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ และขอบข่ายหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ ระบบข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมี จึงทำขึ้นอย่าง อิสระเพื่อใช้งานภายใน

เช่น กรมศุลกากรมีหน้าที่เก็บภาษีอากร สถิติการนำเข้าจึงมีรูปแบบการเก็บข้อมูล ตลอดจนการอ้างอิงที่เหมาะสมกับหน่วยงานของตน ข้อมูลจึงอาจไม่สอดคล้องกับสถิติของหน่วยงาน ที่เป็นผู้อนุญาตการนำเข้าตามกฎหมายคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

จากการติดตามสถิติการนำเข้าวัตถุเคมีอันตราย เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาข้อขัดแย้งของข้อมูล ได้ดำเนินการดังนี้

1.เปรียบเทียบข้อมูลในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายตามประกาศต่างๆ ข้อค้นพบ มีการเรียกชื่อไม่อยู่ในระบบเดียวกัน ทำให้ผิดพลาดได้ง่าย มีเลขอ้างอิง คือ CAS No. ซึ่งเป็นเลขอ้างอิงประจำตัวสารตัวใดตัวหนึ่ง เฉพาะในประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม การเพิ่มเลขอ้างอิงในประกาศอื่นๆ น่าจะทำให้การเก็บสถิติมีความถูกต้องมากขึ้น

2.วิเคราะห์แบบฟอร์ม ที่ต้องใช้ในการนำเข้าวัตถุอันตรายทางเรือ จากแบบฟอร์มของ อย. กรมวิชาการเกษตร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการอุตสาหกรรมทหาร กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร และท่าเรือกรุงเทพ มีรายละเอียดที่ต้องระบุเพื่อการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นๆ

ข้อค้นพบ ผู้อนุญาตนำเข้าคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร อย.และกรมการอุตสาหกรรมทหาร ใช้แบบฟอร์มและข้อปฏิบัติที่ต่างกัน ไม่มีการบังคับให้มีการใช้เลขอ้างอิง ผู้อนุญาตขั้นตอนการนำเข้า ใช้แบบฟอร์มที่ต้องระบุรายละเอียดต่างกัน และมีข้อมูลที่ต้องระบุที่เป็นคำที่กว้างมาก เช่น "ชนิดของ" ทำให้การติดตามมีปัญหาได้

3.ติดตามการปฏิบัติจริงในการนำเข้าสารเคมีวัตถุ ข้อค้นพบ ข้อมูลการขนถ่ายวัตถุอันตรายไม่ตรงกับคำร้อง เช่น รายการไม่ตรง จำนวนหีบห่อและน้ำหนักคลาดเคลื่อน ไม่ระบุผู้นำเข้า มีการขนถ่ายวัตถุอันตรายในสถานที่ ซึ่งไม่ตรงกับคำขอดังนั้น เมื่อรายละเอียดของข้อมูลและการอ้างอิงของแต่ละหน่วยงานที่ต่างกัน ทำให้การสื่อความหมายและข้อมูลไม่ต้องตรงกัน

หน่วยงานไม่เชื่อมโยงและไม่ไหล

1.เชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าของกรมศุลกากร กับรายชื่อตามประกาศกระทรวง ข้อค้นพบ กรมศุลกากรใช้เลขประเภทพิกัดในการอ้างอิง การสืบค้น เป็นไปได้สำหรับคนทั่วไปด้วย แต่พิกัดอัตราศุลกากรมีทั้งเป็นสารเดี่ยวและกลุ่มสาร จึงไม่สามารถใช้เลขอ้างอิงนี้กับบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายของหน่วยงานอื่น การเชื่อมโยงกับ CAS No. เป็นไปได้ไม่สมบูรณ์เพราะสารบางพิกัดมีหลาย CAS No. นอกจากนี้สารบางพิกัดไม่มี CAS No.

2.เชื่อมโยงข้อมูลด้านการจัดการความปลอดภัย ปัจจุบันเลขอ้างอิงที่ใช้เป็นสากล คือ กลุ่มสารเคมี UN-Class และ รหัส UN No. ตามข้อตกลงขององค์การสหประชาชาติ

ข้อค้นพบ การดำเนินงานด้านการจัดการความปลอดภัยไม่สามารถใช้ CAS No. หรือพิกัดอัตราศุลกากรได้เพราะไม่เชื่อมโยงกัน สารตัวเดียวกันที่ปรากฏ ในสารกลุ่มต่างกันอาจมี UN No. ต่างกัน สารต่างชนิดซึ่งมี CAS No. ต่างกัน อาจจะมี UN No. เหมือนกัน หากอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ผลจากการศึกษานี้ แสดงให้เห็นปัญหาการเก็บข้อมูลสถิติของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปโดยอิสระ เพื่อสนองวัตถุ ประสงค์และนโยบายที่อาจจะแตกต่างกัน ระบบการเก็บข้อมูลแตกต่างกัน และไม่อยู่ในรูปแบบที่นำมาเชื่อมโยงกันได้โดยง่าย จึงไม่สามารถใช้ติดตามการนำเข้าของสารอันตรายได้

เพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นภาพรวมของวัตถุอันตรายเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ดี ผลงานที่เสนอนี้ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ ในการร่วมกันทำงานในระดับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเห็นประโยชน์ร่วมกัน และพร้อมใจกันปฏิบัติงาน นอกเหนือจากภารกิจประจำ

การดำเนินงานให้เกิดระบบปฏิบัติงานจริงในภารกิจประจำและเครือข่ายข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้ในอนาคต ให้บรรลุเป้าหมายของแผนแม่บท ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย ในการวางนโยบายและแนวปฏิบัติที่เป็นไปได้ พร้อมทั้งการให้การสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณและบุคลากรด้วย


Krungthep Turakij Newspaper