หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายวัย ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน2543จี้ก.วิทย์ตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ม.56
ทำหน้าที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสวล.สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ทวงสิทธิตามรัฐ-ธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุ 1 ปีที่ผ่านมาถูกราชการที่รับผิดชอบเพิกเฉย เร่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ตั้งองค์กรอิสระ หน้าที่ให้ความเห็นโครงการพัฒนาของรัฐขนาดใหญ่ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มั่นใจสามารถปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้รอดพ้นจากการดำเนินการที่ผิดพลาด นายสุรพล ดวงแข เลขาธิการสมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวภายหลังเดินทางเข้าพบปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอแนวทางในการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และให้มีการพิจารณาจัดตั้งองค์กรอิสระว่า สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ทำงานมาครบ 1 ปีแล้ว
โดยกรรมการชุดเก่าได้หมดวาระแล้วมีนายอภิชาติ ทองอยู่ เป็นประธานสมัชชาชุดใหม่ คณะกรรมการจำนวน 15 คน มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกขณะนี้มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้ามาจดทะเบียนเป็นสมาชิกจำนวน 100 องค์กร สำหรับแนวทางในการทำงานสมัชชาฯในปีนี้ จะเริ่มจากบทบาทตามรัฐธรรมนูญ ในการเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ
แม้ว่าสมัชชาจะไม่ใช่ตัวแทนขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหมด แต่ก็จะเน้นในเรื่องของการประสานงานในลักษณะเครือข่ายของหลายกลุ่มๆ โดยนำเอาปัญหาของกลุ่มมาเสนอต่อฝ่ายบริหาร เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชนในแต่ละกลุ่มจะมีประเด็นปัญหาของตัวเอง และมีวิธีการเสนอปัญหาโดยตรงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่อาจจะไม่ได้รับความเชื่อมากนัก สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น ในการเสนอปัญหาของสมาชิกต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการ
"สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชน จะพยายามประสานงานกับหน่วยงานราชการ รัฐบาล และวุฒิสมาชิกมากขึ้น เพื่อสร้างเวทีกลางเชื่อมปัญหาต่างๆ จากองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับท้องถิ่นต่อผู้บริหารของประเทศ และผู้ที่จะสามารถนำปัญหาดังกล่าวไปดำเนินการแก้ไขปัญหาได้"
นอกจากนี้นายสุรพล กล่าวอีกว่า ไม่เพียงการสร้างเวทีกลางในประเทศ สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนมีแนวนโยบายที่จะเชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศ ไปสู่เวทีระดับโลกด้วย โดยในแต่ละปีสามารถสรุปได้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากปัญหาภายในประเทศหรือว่าเกิดจากกระแสโลก และหากเกิดจากกระแสโลกที่จะสามารถปรับเปลี่ยนได้
สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนจะประสานกับเวทีโลกโดยผ่านทาง IUCN ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวมนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสิ่งแวดล้อม และเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ซึ่งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า กรมป่าไม้ เป็นสมาชิกอยู่ ทั้งนี้ IUCN จะสามารถช่วยติดต่อกับองค์กรที่มีบทบาท ในการพัฒนาโครงการ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เช่น ธนาคารโลก เอดีบี
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืช กล่าวถึงการเสนอให้มีการตั้งองค์กรอิสระว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 วรรค 2 ได้ระบุเอาไว้ว่า การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมที่จะต้องมีรายงานสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านความเห็นชอบจากองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย แม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมาย ในเรื่ององค์กรอิสระ เพื่อรองรับการตั้งองค์กรใหม่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน
องค์กรพัฒนาเอกชนจึงเห็นว่า กระทรวงวิทย์ฯ ควรจะต้องมีการดำเนินการในเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะองค์กรอิสระจะเข้ามาทำงาน ในลักษณะการให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินการสิ่งแวดล้อม เช่น รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนโยบาย และสิ่งแวดล้อม ก็จำเป็นจะต้องถามความเห็นชอบขององค์กรอิสระ ซึ่งหากมีการดำเนินการจัดตั้ง จะช่วยในเรื่องการพิจารณาปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เกิดผลกระทบหรือดำเนินการที่ผิดพลาดได้อีก